FAQ
 
  พลาสติกบรรจุอาหารมีการเติมสีลงในกระบวนการผลิตขั้นตอนไหน ?
   ในการเติมสีลงในพลาสติกนั้น สามารถทำได้ในขั้นตอนก่อนการฉีดหรือเป่าขึ้นรูป ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้ 1.ผงสี ใช้ผสมโดยตรงกับเม็ดพลาสติกที่จะนำไปใช้ขึ้นรูป โดยเมื่อผ่านเครื่องฉีดสีก็จะกระจายตัวเข้าไปในเนื้อพลาสติก การผสมสีวิธีนี้มีข้อดีคือ ต้นทุนต่ำ แต่ข้อเสียคือผลิตภัณฑ์ที่ได้อาจมีสีไม่สม่ำเสมอ นอกจากนี้การผสมสีแต่ละครั้ง (Batch) อาจจะได้สีที่แต่กต่างกันเนื่องจากปริมาณของสีที่ไม่คงที่เนื่องจากการชั่งในแต่ละครั้งย่อมมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ถึงแม้จะเพียงเล็กน้อยแต่สัดส่วนเพียง 2-5 % ย่อมเห็นความแตกต่างได้. 2.เม็ดสีเข้มข้น (Master Batch) เม็ดสีเข้มข้นคือผงสีผสมกับเม็ดพลาสติกพื้นฐาน (Base Resin) มักใช้ PE และอาจผสมตัวช่วยกระจายสี (Dispersing agent) การผสมสีโดยวิธีนี้จะสามารถควบคุมคุณภาพสี ความสม่ำเสมอของสีได้ดีมากกว่าใช้ผงสีโดยตรง แต่ต้นทุนจะสูงขึนเล็กน้อย อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควรระวังก็คือ ควรเลือกเม็ดสีเข้มข้นที่ใช้ base ตัวเดียวกัน หรือใกล้เคียงกันกับพลาสติกที่จะใช้ผลิต เพื่อป้องกันปัญหาการแยกชั้นของเนื้อพลาสติก และช่วยในการกระจายสีได้ดียิ่งขึ้น. 3.ผสมสีตัดเป็นเม็ดก่อนนำไปฉีด (Compounding) นำผงสีและเม็ดพลาสติกผ่านขั้นตอนการรีดตัดเม็ดก่อนหนึ่งครั้ง ก่อนที่จะนำไปผลิตตามต้องการ ซึ่งจะช่วยให้สีกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมคุณภาพของสีได้ดีกว่าทั้งสองวิธีขั้นตอน อย่างไรก็ตามการผสมสีวิธีนี้ มีต้นทุนการผลิตสูงสุด และการที่เม็ดพลาสติกผ่านเครื่องหลายรอบ ย่อมมีผลต่อคุณสมบัติทางกลของเม็ดพลาสติกได้. ถึงแม้ว่าผู้ผลิตจะเลือกวิธีใดในการผสมสีก็ตาม สิ่งที่สำคัญในการเลือกสีที่ใช้ผสมเพื่อผลิตภาชนะบรรจุอาหารก็คือ ชนิดของสีที่ใช้ควรจะไม่เป็นพิษต่อร่างกายมนุษย์ ไม่ควรมีโลหะหนักเจือปน ถึงแม้ว่สีที่มีคุณภาพนั้นจะมีราคาสูงขึ้นเล็กน้อย แต่เพื่อคุณภาพของสินค้า และสุขภาพของผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าดังกล่าวไปใช้ย่อมแสดงให้เห็นถึงความรับผิดขอบต่อสังคมได้เป็นอย่างดี
  กลับไปหน้าคำถาม