Page 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32

วันที่ลงข่าว  4/9/2558

‘ดร.อรรชกา สีบุญเรือง’ เปิดโมเดล 3 ประสานช่วยเอสเอ็มอี

เสียงเรียกร้องจากบรรดาภาคเอกชนและนักวิชาการให้ทีมเศรษฐกิจในรัฐบาล”ประยุทธ์3? ที่มี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าคณะ เข้ามาแก้ปัญหาปากท้องประชาชน ราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า ที่มีทั้งกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)และวิสาหกิจชุมชน(กิจการขนาดย่อมและขนาดจิ๋วของชุมชน) รวมถึงภาคเกษตรเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ กระตุ้นให้เศรษฐกิจเกิดการหมุนเวียนในระบบเร็วขึ้น มีกำลังซื้อครอบคลุมไปทั่วประเทศ

จึงไม่แปลกที่ชื่อของ ดร.อรรชกา สีบุญเรือง อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมได้ขึ้นมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมแบบไร้คู่แข่ง ทั้งที่วันที่ 30 กันยายนนี้ก็จะเกษียณอายุราชการแล้ว แต่ด้วยดีกรีความสามารถทั้งงานด้านต่างประเทศเมื่อครั้งเป็นเลขาธิการบีโอไอและงานส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชนในกระทรวงอุตสาหกรรม

รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมป้ายแดงให้สัมภาษณ์พิเศษผ่าน”ฐานเศรษฐกิจ”แบบเอ็กซ์ครูซีฟ ฉบับแรก หลังรับตำแหน่ง อธิบายถึง 2 ภารกิจหลัก เครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปพร้อมกับกระทรวงอื่นอย่างบูรณาการ เริ่มต้นจากการแจกแจงถึงที่มาที่ไปที่ชื่อเข้ามาเป็นหนึ่งในทีมครม.”ประยุทธ์3?ว่า คนที่เสนอชื่อคือ ดร.สมคิด เพราะเคยทำงานร่วมกับท่านเมื่อสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีขณะนั้น ดร.สมคิด นั่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และเป็นประธานบอร์ดใหญ่บีโอไอ ขณะที่ตนอยู่บีโอไอทำงานด้านยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ เมื่อจัดทริปไปชักจูงการลงทุนต่างประเทศก็ต้องเป็นตัวแทนบีโอไอร่วมคณะไปด้วย

ไม่เคยคิดเข้าสู่เส้นทางการเมือง
เมื่อถูกทาบทามให้เข้ามาในเส้นทางการเมืองความรู้สึกแรกที่ถูกเสนอชื่อให้นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ก็คิดอยู่ว่าถ้าการเมืองอยู่ในภาวะปกติ ก็คงต้องปฏิเสธไปแล้ว เพราะตลอดการทำงานจัดอยู่ในประเภทกลุ่มคนที่ไม่สนใจเล่นการเมือง พรรคไหนมาก็ทำงานให้ได้ และไม่เคยคิดจะเล่นการเมือง การรับตำแหน่งครั้งนี้ต้องบอกว่า”มาเพื่อชาติ” บวกกับตนเองมีความรู้ด้านส่งเสริมการลงทุน และใกล้ชิดกับเอสเอ็มอีอยู่แล้ว จึงไม่ต้องมานั่งเรียนรู้งานกันใหม่ทั้งหมด

ต่อคำถามที่ว่าเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมทำให้ชีวิตการทำงานพลิกผันไปหรือไม่! เธอกล่าวว่า ชีวิตการทำงานพลิกผันมาตลอด ตั้งแต่ก่อนหน้านั้น เพราะแทนที่จะได้นั่งทำงานที่บีโอไอยาวไปจนเกษียณอายุราชการ ก็ต้องออกมาอยู่ที่กระทรวงอุตสาหกรรม และบีโอไอก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรีเหมือนเดิมในขณะนั้น แต่กลับถูกโอนมาอยู่ในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม(ล่าสุดกลับไปอยู่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง) ก็ทำให้ต้องมาทำงานที่กระทรวงอุตสาหกรรมหลายรอบ ตั้งแต่เป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) ในสมัยที่ท่านจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นั่งเป็นปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ก็ถูกดึงมาช่วยงานทางนี้ ต่อมาก็กลับไปเป็นเลขาธิการบีโอไอ ก่อนที่กลับมาเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในลำดับถัดมา

ดร.อรรชกามองว่าโอกาสที่ได้เปลี่ยนงานไปมา ทำให้รู้ปัญหาของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชนจำนวนมาก ที่มีอยู่ทั่วประเทศ มีปัญหาขาดสภาพคล่อง ไม่เชี่ยวชาญในการแสวงหาตลาดใหม่ รวมถึงการบริหารจัดการธุรกิจยังล้าสมัย ทั้งที่เป็นกลุ่มสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค

เดิน 2 ภาระกิจกระตุ้นรากหญ้า
กระทรวงอุตสาหกรรมจะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยใน 2 ภารกิจหลักที่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเร่งด่วน
เริ่มจากภารกิจแรก จะโฟกัสไปที่ความช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เพราะมีสัดส่วน 80-90% ของผู้ประกอบการทั้งหมด เฉพาะรัฐวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศที่เน้นการผลิตก็มี 6-7 แสนราย ยังไม่รวมภาคท่องเที่ยว ภาคบริการ ค้าปลีก ภาคเกษตรอีกจำนวนมาก ที่ต้องมีมาตรการช่วยเหลือหลายด้านด้วยกัน ทั้งด้านการเงิน การผลิต การตลาด ที่จะต้องมองแบบบูรณาการ เพราะ 3ส่วนนี้มาจากคนละกระทรวงกัน คาดว่าในเร็วๆนี้จะหารือกันในรายละเอียด

“ขณะนี้มีผู้ประกอบการที่ดี อาจจะขยายการลงทุนแต่มีปัญหาเรื่องเงินลงทุน หรือต้องการปรับปรุงเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น แต่ไม่มีเงินทุน ก็น่าได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ แต่ถ้าไม่มีมาตรการให้สินเชื่อพิเศษ เพราะธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังในการปล่อยสินค้ามากขึ้น ตรงนี้ก็ต้องมาดูว่าธนาคารของรัฐจะเข้ามาเสริมได้อย่างไร หรือมาช่วยอย่างไร เพราะที่ผ่านมายังปล่อยสินเชื่อในกับกลุ่มดังกล่าวน้อยมาก ธนาคารพาณิชย์ก็เข้มงวดมากขึ้นจึงขับเคลื่อนต่อไม่ได้ ซึ่งในส่วนนี้ก็ต้องมีมาตรการให้สินเชื่อพิเศษเป็นเรื่องของกระทรวงการคลังที่ต้องหารือกับธนาคารรัฐและธนาคารพาณิชย์ต่อไป”

ปลุกลงทุนดึงพันธมิตรญี่ปุ่นจับคู่
ภารกิจที่ 2 การดึงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ)เข้ามา ซึ่งในส่วนนี้นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้โอไอ สภาพัฒน์ฯและกระทรวงอุตสาหกรรมไปดูว่าถ้านักลงทุนเข้ามาในปี 2558-2559 ยังจะมีสิทธิประโยชน์พิเศษอะไรออกมาเพิ่มเติมอีก เช่น ลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศ เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน พร้อมทั้งให้ไปดูว่าควรมีอุตสาหกรรมอะไร อยู่ในพื้นที่จังหวัดไหน และลงทุนเป็นคลัสเตอร์ได้บ้าง เพราะที่ผ่านมาบางอุตสาหกรรมยังไม่ได้ให้สิทธิประโยชน์เต็มที่

นอกจากนี้กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมปลุกการลงทุนโดยยึดงาน”ไทยแลนด์ อินดัสตรี้ เอ็กซโป 2515? ระหว่างวันที่ 22-27 กันยายนนี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งจะมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โอท็อปมาร่วมงานไม่ต่ำกว่า 1.5 พันราย และผู้ประกอบการรายใหญ่ราว 70 รายมาออกบูทร่วมกัน เป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้ามาแสดงนิทรรศการ ขายสินค้าที่ผลิตเอง และจับคู่ทางธุรกิจ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้เชิญบริษัทญี่ปุ่นราว 500 รายที่อยู่ในไทยและจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาจับคู่กับนักธุรกิจไทยราว 200-300 ราย ซึ่งคาดหวังว่าจะทำให้เกิดการลงทุนใหม่เกิดขึ้นได้

สำหรับภารกิจที่ต้องสานต่อของกระทรวงฯ ขณะนี้ส่วนใหญ่จะเป็นงานด้านกฎหมาย เช่น พ.ร.บ.โรงงาน ที่ปัจจุบันมีโรงงานหลายประเภท บางประเภทต้องการกระจายให้ท้องถิ่นเป็นผู้ดูแล รวมถึงเสนอแก้ไขเพิ่มบทลงโทษในเรื่องการทิ้งกากอุตสาหกรรมที่จะส่งเข้าครม.และเสนอต่อๆไปยัง สนช. พิจารณารวมถึงการปรับโครงสร้างการผลิตโดยทำยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมรายสาขา เช่น กำหนดโปรดักส์แชมเปี้ยนของแต่ละสาขาอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มพลาสติก ที่พูดถึงไบโอพลาสติก หรือเครื่องมือแพทย์ เป็นต้น

ดร.อรรชกา กล่าวทิ้งท้ายว่าในสถานการณ์ปัจจุบันปัญหาเศรษฐกิจไทยยังไม่ใช่วิกฤติ แต่เป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว สินค้าเกษตรราคาไม่ดี ซึ่งกระทบเหมือนกันทั่วโลก และที่ผ่านมาไทยก็เผชิญวิกฤติมาแล้วหลายเรื่อง ทั้งวิกฤติการเมือง ต้มยำกุ้ง แฮมเบอร์เกอร์ และวิกฤติน้ำท่วม ก็ล้วนหนักหนาสาหัส
ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้จึงมั่นใจไม่ใช่วิกฤต และจะแก้ไขได้ เพราะการสร้างความเชื่อมั่นไม่ใช่เรื่องยาก หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องช่วยกันอย่างบูรณาการ ระหว่างทางหากเจอปัญหาก็ต้องมุ่งมั่นอย่างมีสติ แล้วในที่สุดทุกอย่างก็จะฟื้นกลับมาได้เหมือนทุกครั้งที่เจอวิกฤติ!

นสพ.ฐานเศรษฐกิจ
ประจำวันที่ 27-29 สิงหาคม 2558

 
 

หัวข้อข่าว

- 'พีทีทีจีซี'ทบทวนแผนลงทุนใหม่..
- อุตฯพลาสติกเซ็งขาดแรงงาน..
- เรียบง่าย..แต่ไม่ธรรมดา อรรถสิ..
- สภาอุตฯ ผนึกกำลัง สอศ.พัฒนาอาช..
- ‘บุญทรง’ นำทีมประชุม JTC เวียด..
- อั้นไม่ไหว! ต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง..
- ก.อุตฯ ศึกษาหนุนโรงงานอุตฯ พลา..
- 10 อุตสาหกรรมดัชนีเชื่อมั่นวูบ..
- ยรรยง” สั่งทูตพาณิชย์ทั่วโลก ย..
- ตั้งคณะทำงานเกาะติด 5 อุตฯ เสี..
- พลาสติกชีวภาพ ปตท.เริ่มแล้ว เอ..
- จับตาประชุม'กนง.' 25 ก.ค. ธปท...
- พาณิชย์เตือนผู้ประกอบการไทย EU..
- เทคโนโลยีคันเบรค ตอบสนองแนวคิด..
- แรงงานขาดดันเครื่องจักรบูม..
- ลงทุนหมื่นล้านเชื่อมั่นแผนจัดก..
- รู้เขา-รู้เราโอกาสแบรนด์ไทยยัง..
- ปตท. จัดกิจกรรมประกวดวาดการ์ตู..
- รัฐบาลเข็นส่งออกครึ่งปีหลัง งั..
- ยุโรปจ่อเซย์โนถุงพลาสติก..